T

[Fiction-CA] Soul mate พรหมลิขิตรัก

Title : พรหมลิขิตรัก

Author : Blue Powder

Pairing : Stucky

Rate : ใสใส ดราม่า 18+

Summary : "หัวใจของข้า ข้าของเป็นผู้กำหนดผู้ที่จะครอบครอง" คือคำที่เคยลั่นออกจากปากของอัลฟ่าหนุ่ม ผู้ไม่ยอมรับการมีอยู่ของ 'คู่แห่งโชคชะตา'

เม้าท์มอย : กราบขออภัยอย่างสูงค่ะ ที่ต้องดองฟิคเรื่องมาเฟียแล้วมาเขียนเรื่องนี้ เพราะเรื่องนั้นไม่ไหวจริงๆ เลยจำเป็นต้องดองเอาไว้ก่อน ยังไงก็ฝากฟิคเรื่องนี้ด้วยนะคะ มาร่วมด้วยช่วยกันผลักดันให้สตีฟกินเด็กกันเถอะ~~

คำเตือน : ฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการ แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

------------------------------------------------------------------------

 

 

            

           

            บนโลกที่มีสิ่งมีชีวิตมากมายหลายร้อยพันสายพันธุ์ มนุษย์คือเผ่าพันธุ์ที่รุ่งเรืองที่สุด ยุคสมัยเปลี่ยนไปมนุษย์มีวิวัฒนาการล้ำหน้าสิ่งมีชีวิตอื่น มนุษย์สามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดเวลาต่างจากสิ่งมีชีวิตร่วมโลกที่ยังคงหยุดนิ่งกับที่ พวกเขาจึงกลายเป็นผู้กุมอำนาจทั้งหมดเอาไว้ในมือเหนือสิ่งมีชีวิตชนิดทั้งมวนบนโลก จนเข้าสู่ยุคที่รุ่งเรืองในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้นในหมู่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ก็ยังมีการแบ่งแยกชนชั้นในหมู่มนุษย์ด้วยกันเอง

            ถึงแม้มนุษย์จะกลายเป็นผู้มีวิวัฒนาการเหนือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอย่างไร แต่ก็ยังมีมนุษย์จำนวนไม่น้อยที่ภายในยังคงมีเลือดของสัตว์ไหลเวียนอยู่อย่างเข้มข้น ทำให้พวกเขากลายร่างเป็นสัตว์ได้  สิ่งนี้เองที่เป็นตัวกำหนดชนชั้นในหมู่มนุษย์ด้วยกันเอง

            ณ อาณาจักรโรฮาเนียร์ หนึ่งในอาณาจักรใหญ่ที่รุ่งเรือง ครอบครองพื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์กว้างใหญ่ไพรศาล มีภูเขารายล้อมทางฝั่งตะวันตก มีเมืองท่าติดทะเลทางฝังตะวันออกของอาณาจักรสามารถติดต่อค้าขายกับอาณาจักรอื่นได้หลายทาง ทั้งทางบกและทางน้ำ ทำให้อาณาจักรนี้รุ่งเรืองด้านการค้าและการทหาร ทั้งยังมีเมืองน้อยใหญ่ในปกครองมากมาย และหากเมืองไหนคิดกบฏเจ้าเมืองนั้นจักต้องพินาศสิ้น

            ราชาโจเซฟแห่งโรฮาเนียร์เป็นอัลฟ่าสายเลือดหมาป่าที่แข็งแกร่งปกครองอาณาจักรอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด ผู้สืบทอดบัลลังก์รุ่นที่สี่ของราชวงศ์โรเจอร์ทายาทนักรบผู้รวมแผ่นดินโรฮาเนียร์ให้เป็นปึกแผ่น แม้สงครามครั้งนั้นจะผ่านไปนับร้อยปีแต่เกียรติศักดิ์ความกล้าหารการศึกที่ชาญฉลาดยังถูกเล่าขานสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

            ราชาโจเซฟมีโอรสที่แสนภูมิใจนามว่าสตีฟ เจ้าชายผู้สง่างามเป็นอัลฟ่าหมาป่าที่แข็งแกร่งรูปร่างสูงสง่ากำยำ มีใบหน้าที่คมคายหล่อเหล่า เชียวชาญการศึกไม่แพ้บรรพบุรุษและบิดา

            สตีฟถูกบิดาส่งไปเป็นรองแม่ทัพตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี ผ่านไปสี่ปีเขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพกองทัพที่สองมีทหารในปกครองถึงสามพันนาย สตีฟนำทัพปราบกบฏและผู้รุกรานของอาณาจักรอื่นมากมายหลายสนามรบจนตอนนี้อายุ 22 ปี ชื่อเสียงเกรียงไกรจนศัตรูหน้าไหนได้ยินเป็นต้องตัวสั่น

            สตีฟบัญชาการรบอย่างชาญฉลาดและโหดเหี้ยม เพื่อรักษากำลังคนของตนให้ได้มากที่สุดเขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับชัยชนะ ไม่เลือกวิธีการจนศัตรูมองว่าเขาคือเครื่องจักรสังหารไร้หัวใจ แต่สำหรับคนของอาณาจักรโรฮาเนียร์สิ่งนี้กลับสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้กับประชาชน

 

 

            ฤดูหนาวมาเยือนอาณาจักรโรฮาเนียร์เข้าเดือนที่สองซึ่งจะยาวนานต่อไปอีกสองเดือน หิมะสีขาวตกลงทับถมกันหลายชั้นแต่ไม่หนามาก ยังเห็นยอดหญ้าอยู่บ้างประปรายให้ม้าสีดำตัวใหญ่ที่ยืนนิ่งได้ก้มลงไปแทะเล็มแก้เบื่อได้บ้าง หลังจากที่นายของมันนั่งนิ่งอยู่บนหลังไม่สั่งให้มันขับไปไหนมาได้สักพักบนเนินเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง

            ยามนี้สตีฟได้รับมอบหมายจากองค์ราชาแห่งโรฮาเนียร์บิดาของเขาให้มาปราบผู้รุกรานทางตอนเหนือของอาณาจักร จากข่าวลือว่าเจ้าเมืองเนเจียร์ที่ติดชายแดนเหนือรู้เห็นเป็นใจกับฝ่ายศัตรู เปิดทางข้าศึกให้เข้ามาสร้างกองโจรปล้นชาวบ้านในปกครองของเมืองใกล้เคียงกันหลายเมืองเพื่อสร้างสถานการณ์ปั่นป่วน เขาต้องสืบให้ได้ว่าเจ้าเมืองเนเจียร์รู้เห็นเป็นใจกับผู้รุกรานหรือไม่ หากเป็นความจริงตามข่าวที่ได้รับเขาจะต้องโค่นตระกูลของเจ้าเมืองนี้เสีย แล้วส่งคนของอาณาจักรตนมาปกครองแทน ดั้งที่เคยทำกับเจ้าเมืองอื่น

            แม่ทัพหนุ่มตั้งค่ายทหารเอาไว้บนทุ่งกว้างระหว่างในเขตเมืองเนเจียร์ใกล้พรมแดนของเมืองต่างๆ ที่ได้รับรายงานการถูกปล้น โดยได้รับการสนับสนุนด้านเสบียงอาหารจากเจ้าเมืองโดยรอบเป็นอย่างดี ตอนนี้เขาออกจากค่ายมาเพื่อสืบข่าวกับทหารม้าฝีมือดีที่สุดสิบนาย และส่งทหารม้าอีกสิบหน่วย หน่วยละสิบนายให้ออกไปสืบข่าวด้วยเหมือนกัน ส่วนที่เหลือตึงกำลังในค่ายทหารเพื่อรอคำสั่ง

            ร่างสูงกำยำเจ้าของเรือนผมสีทองสวมชุดเกาะแบบเบาเพื่อง่ายแก่การเคลื่อนที่ ทำให้ม้าไม่ต้องรับน้ำหนักมากเกินไป บนบ่ากว้างใส่ผ้าคลุมหนาสีน้ำเงินปักลายสีทองตรงขอบผ้าประดับขนสัตว์สีขาวฟูหรูหราสมฐานะแม่ทัพและเจ้าชายแห่งโรฮาเนียร์ เขานั่งบนหลังม้าสีดำสนิทคู่ใจร่วมรบเคียงกันมาหลายสนามรบนามนิคาชิโอ้ มือหนาที่สวมถุงมือหนังสีดำกำลังยกถุงหนังสีน้ำตาลใส่น้ำขึ้นดื่มอยู่กับทหารอีกสองนาย เขาสั่งให้ทหารกระจายกำลังกันไปทีมละสองคนไปลาดตระเวนโดยรอบ และให้กลับมารายงานภายในสองชั่วโมง

            เสียงม้าควบดังเข้ามาใกล้ดวงตาสีฟ้าคมตวัดกลับไปมองทันที เห็นทหารสองนายที่ไปลาดตระเวนด้วยกันควบม้ากลับมาอย่างรวดเร็วผิดปรกติ ทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่านายทหารทั้งสองได้เรื่องอะไรบางอย่างกลับมารายงานแล้ว

            “ท่านสตีฟขอรับ! มีร่องรอยของหมู่บ้านที่ถูกปล้นทางทิศตะวันตกขอรับ จากสภาพของบ้านเรือนคาดว่าจะถูกปล้นเมื่อคืนนี้” ทหารนายหนึ่งรายงานทันทีที่ควบม้ามาถึง

            “อีกไม่นานพวกที่ไปลาดตระเวนทางอื่นจะกลับมาแล้ว เจ้ารออยู่ที่นี่เมื่อทหารที่เหลือกลับมาจงนำทางพวกเขาตามไปทีหลัง ส่วนที่เหลือไปกับข้า” สตีฟควบม้าไปกับทหารสามนายเพื่อไปยังหมู่บ้านที่ถูกปล้นซึ่งห่างออกไปไกลพอสมควร ผ่านเข้าไปในป่าลึกตามทางแคบ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมื่อคืนถูกโจรปล้นแล้วพวกเขาไม่รู้

            เมื่อผ่านเข้าไปในป่าลึกอีกไกลพอควรผ่านช่องเขาแคบๆ เข้าไปจึงพ้นชายป่า ทัศนียภาพเปลี่ยนไปในทันที ตามเส้นทางลงเนินไปเห็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านสิบกว่าหลังทำด้วยไม้สร้างใกล้กันเป็นกลุ่ม ตามทางมีสวนผลไม้ สวนผัก ไร่ข้าวสาลีและข้าวโพด เมื่อควบม้ามาถึงสภาพบ้านเรือนถูกพังเสียหายข้าวของกระจายตามถนน ศพของชาวบ้านทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่นอนตายบนทาง บ้านหลายหลังถูกไฟเผา ส่วนผู้รอดชีวิตคาดว่าจะหนีเข้าป่าไป ไม่ก็อาจจะถูกฆ่าตายหมด อีกด้านหนึ่งเป็นสวนผักถูกเหยียบย่ำ พืชผลถูกขโมยไป

            “นำศพทั้งหมดมากองรวมกันตรงลานกว้างนั้น อย่าลืมตรวจดูรอบๆ ว่ายังเหลือคนรอดชีวิตอยู่หรือไม่” แม่ทัพหนุ่มสั่งทหารของตนเอง นายทหารลงจากหลังม้าลากศพคนตายไปกองรวมกันเพื่อจะเผา

            ร่างสูงกำยำใช้เท้าที่ใส่รองเท้าหนังสีดำยาวถึงใต้เข่ากระแทกท้องม้าเบาๆ ให้ม้าของตนออกเดินหลังจากสำรวจรอบๆ หมู่บ้านช้าๆ ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าตามมาจากทางที่สตีฟเข้ามาในหมู่บ้าน ปรากฏทหารที่เหลือควบม้าตามมา ทหารทุกนายสำรวจโดยรอบหมู่บ้านเล็กๆ นี้เพื่อหาเบาะแสของโจรที่ปล้นชาวบ้านและหาผู้รอดชีวิต

            สตีฟบังคับม้าเดินมาจนถึงบ้านไม้เล็กๆ หลังหนึ่งที่อยู่ลึกติดชายป่า ห่างจากบ้านหลังอื่นๆ มาไม่ไกลนัก หน้าบ้านมีสวนดอกไม้ถูกเหยียบย่ำ ประตูบ้านถูกเปิดอ้าอยู่ พื้นทางเดินเข้าบ้านมีรอยเลือดสีแดงหยดตามทางเข้าไปในบ้าน ชายหนุ่มลงจากหลังม้าสีดำตัวใหญ่เดินเข้าไปสำรวจในบ้านหลังนี้ พบศพหญิงนางหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ มือหนาจับลงบนคอเพื่อตรวจชีพจรปรากฏว่านางเสียชีวิตแล้วตั้งแต่เมื่อคืนด้วยร่างกายที่เย็นเชียบเป็นสิ่งที่บอกได้เป็นอย่างดี

            กลิ่นหอมอ่อนๆ เรียกความสนใจจากศพตรงหน้าให้ชายหนุ่มร่างสูงออกเดินเข้าไปในบ้านลึกเข้าไปจนถึงประตูบานหนึ่งที่ปิดสนิทใส่กุญแจเอาไว้ด้านนอก มือหนาดึงดาบออกมาจากฝักที่เหน็บเอาไว้กับเข็มขัดหนังเส้นใหญ่ตรงเอวออกมาฟันกุญแจออกได้ยืนเสียงกึกกักข้างในยิ่งทำให้ชายหนุ่มลงแรงกับแม่กุญแจมากขึ้นจนกุญแจนั้นหลุดออกให้แม่ทัพหนุ่มเข้าไปหาความจริงข้างใน

            ทันทีที่เปิดประตูออกกลิ่นหอมจางยิ