T

[Fiction-CA] Soul mate พรหมลิขิตรัก

Title : พรหมลิขิตรัก

Author : Blue Powder

Pairing : Stucky

Rate : ใสใส ดราม่า 18+

Summary : "หัวใจของข้า ข้าขอเป็นผู้กำหนดผู้ที่จะครอบครอง" คือคำที่เคยลั่นออกจากปากของอัลฟ่าหนุ่ม ผู้ไม่ยอมรับการมีอยู่ของ 'คู่แห่งโชคชะตา'

เม้าท์มอย : เข้าสู่ตอนที่สองแล้วนะคะ กับเรื่องราวของอัลฟ่าหนุ่มสตีฟ กับโอเมก้าน้อยบัคกี้ มีคนสงสัยแล้วถามเข้ามาว่าบัคกี้นี้อายุเท่าไหร่น้อ เด็กน้อยแค่ไหนเอ่ย ขอเฉลยเลยแล้วกันนะคะ บัคกี้อายุ 6 ขวบค่ะ (555+) ส่วนสตีฟอายุ 22 อายุห่างกันมาก เรียกว่าเป็นฟิคโชตะค่อนเลยก็ว่าได้~~

คำเตือน : ฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการ แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

------------------------------------------------------------------------

แจ้งแก้ไขชื่อตัวละครจ้า แก้ให้เบลล่าเป็นเพ็กกี้นะคะ ความจริงแก้ในเวิร์ดแล้วแต่ไฟดับ นึกว่าเซฟไปแล้ว ตอนลงฟิคไม่ได้อ่านทวนอีกรอบ ขออภัยจริงๆ ค่ะ (กราบ)

 

            

           

            บนทุ่งกว้างที่มีหิมะปรกคลุมจนเป็นสีขาวขบวนม้าวิ่งด้วยความเร็วคงที่จากการนำของแม่ทัพหนุ่ม ดวงตาสีฟ้าคมใต้คิ้วหนามองไปยังกำแพงไม้ที่สร้างขึ้นล้อมค่ายเอาไว้กลางทุ่งโล่งกินอาณาเขตกว้างพอสมควร เพราะภายในมีทหารอาศัยอยู่ภายในถึงสองพันนายกับม้าอีกกว่าแปดร้อยตัว

            หน่วยลาดตระเวนของสตีฟใกล้ถึงประตูทางเข้าขึ้นทุกที่ ชายหนุ่มส่งสัญญาณมือให้ทหารที่ขี่ม้าอยู่ทางขวามือเป่าเขาสัตว์เพื่อให้ทหารภายในเปิดประตู ไม่นานประตูไม้หนาก็เปิดออกสตีฟควบม้าผ่านประตูเข้าไป ตามด้วยทหารคนอื่นๆ ทหารที่อยู่ในค่ายหลายคนมายืนรอรับม้าจากทหารม้าที่ไปลาดตระเวน บางคนทำสีหน้าสงสัยเมื่อพบว่ามีเด็กน้อยสองคนกลับมาด้วย แต่ไม่มีใครกล้าถาม

            “ไงสตีฟ ไปลาดตระเวนรอบนี้ได้ของแถมมาสะด้วย” นักรบสาวผมสีแดงเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเห็นเด็กๆ ที่ทำหน้าตาตื่นกลัวนั่งอยู่บนหลังม้าของทหารที่ไปลาดตระเวนกับสตีฟ

            “อย่าเพิ่งพูดมากนาตาชา แล้วตามฉันมา” สตีฟเอ่ยกับหญิงสาวอย่างหัวเสีย คิ้วที่ขมวดเข้าหากันตลอดเวลาทำให้หญิงสาวหยุดพูดอะไรที่จะไปกระตุ้นต่อมโมโหของแม่ทัพหนุ่มคนนี้สะ

            หญิงสาวมองดูชายหนุ่มแก้เชือกจากห่อผ้าที่ห่ออะไรบางอย่างจากหลังม้าแล้วเดินนำหญิงสาวผ่านกระโจมของนายทหารเข้าไปในส่วนลึกของค่าย มุ่งสู่กระโจมหลังใหญ่ที่สุดที่เป็นที่พักส่วนตัวของสตีฟคนเดียว

            “อ้อสตีฟฉันมีเรื่องสำคัญจะบอก...” นาตาชากำลังจะบอกอะไรบางอย่างกับแม่ทัพและสหายของเธอ แต่มือหนาเปิดผ้าคลุมตรงประตูออกเสียงก่อน ดวงตาคมสีฟ้าเบิกกว้างกับบางสิ่งที่อยู่ภายในกระโจมหลังใหญ่ตกแต่งอย่างหรูหรากว่าของนายทหารทั่วไป

            “ท่านอา...”

            “นั่นแหละ ฉันจะบอกนายว่าท่านเซเรน่าเดินทางมาเยี่ยมนาย” นาตาชาต่อประโยคของตัวเองจนจบ สตีฟหันไปแยกเขี้ยวใส่หญิงสาวผมสีแดงที่ไม่ยอมบอกเขาตั้งแต่ทีแรก ส่วนคนที่ถูกข่มขู่กลับลอยหน้าลอยตาทำเป็นไม่สนใจ

            “สตีฟ” หญิงสาวร่างสูงโปร่ง ผมหยักรอนสีทองสว่าง ใบหน้าสวยงามคมคายสมกับเป็นอัลฟ่าหญิงผู้สูงศักดิ์และหาได้ยาก นางสวมชุดผ้าไหมสีครีมยาวกรอมเท้า ผูกผ้าสีขาวที่เอวอวดหุ่นเพรียวบาง คลุมผ้าบนไหล่ทำจากผ้าไหมปัดลวดลายด้วยทองคำ เธอเดินเข้ามากอดชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างด้วยความรักใคร่

            “ท่านอามาที่นี้ได้อย่างไร ท่านรู้หรือไม่ว่ามันอันตรายมาก” สตีฟโอบร่างของหญิงสาวผู้เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็กแทนแม่ของตนมาจนเติบใหญ่ให้เดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ไม้บุนวมหนานุ่มหน้าโต๊ะไม้ที่ใช้รับประทานอาหารและรับแขก มือหนาวางห่อผ้าลงบนโต๊ะทำงานตรงมุมหนึ่งของกระโจมที่พัก แล้วจึงกลับมานั่งบนเก้าอี้ข้างๆ กับเซเรน่า ส่วนนาตาชาเดินออกไปนอกเต้น

            “ข้าคิดถึงเจ้านะสิ ตั้งสองปีมานี้เจ้าเอาแต่ไปรบที่ดินแดนอื่นขยายอาณาจักร ไม่ยอมกลับโรฮาเนียร์ พอได้ยินบิดาเจ้าบอกว่าเรียกตัวเจ้าให้กลับมาปราบโจรร้ายที่เข้ามาปล้นสะดมในดินแดนเราหลังเสร็จศึกกับอาณาจักรเมโมเรีย ข้าก็รีบมาหาเจ้าทันที เพราะไม่รู้ว่าเสร็จงานนี้บิดาเจ้าจะสั่งให้เจ้าไปไหนอีก”

            “ท่านก็บอกให้บิดาข้าหยุดส่งงานมาให้ข้าเสีย แล้วข้าจะได้กลับไปนอนสบายในวังสะที” สตีฟตอบหญิงสาวตามตรง ผ้าคลุมประตูหนาจึงเปิดออกอีกครั้งพร้อมชาหอมๆ ที่นาตาชานำมาเสิร์ฟด้วยตัวเอง

            “กระโจมที่พักของท่านเซเรน่าข้าให้นายทหารจัดเตรียมให้ท่านแล้ว ตอนนี้นางรับใช้ส่วนตัวของท่านกำลังจัดข้าวของเครื่องใช้ให้ท่านอยู่” นาตาชาวางชุดน้ำชาลงบนโต๊ะ มือเรียวที่ด้านจากการจับอาวุธค่อยๆ รินน้ำชาร้อนๆ ลงในถ้วยชาชั้นดีให้กับเซเรน่าตามด้วยสตีฟและตนเอง

            “เจ้าเป็นอย่างไรบ้างนาตาชา สบายดีหรือไม่” เซเรน่าถามหญิงสาวอย่างห่วงใย

            “สบายดีเพคะ”

            “เจ้าน่าจะเลิกออกมารบกับบุรุษแล้วกลับเข้าวังไม่ดีกว่าหรือนาตาชา”

            “โถ่ท่านเซเรน่า อยู่ในวังช่างน่าเบื่อนัก สู้ในสนามรบมิได้ ข้าชอบที่จะขี่ม้าออกไปรบมากกว่าจะมานั่งปักผ้าจัดดอกไม้เป็นไหนๆ”

            “เจ้าก็เป็นอย่างนี้เสียทุกที เฮ้อ...พ่อเจ้ารึอุตส่าห์ส่งเจ้าเข้ามาอยู่ในวัง หวังให้ข้าอบรมบ่มนิสัยให้เป็นกุลสตรี ที่ไหนได้ดันอุตริไปจับดาบฝึกการต่อสู้เยี่ยงบุรุษ ทั้งที่ใบหน้าเจ้าชั่งงดงามเพียงนี้” มือเรียวยกขึ้นลูบแก้มใสเนียนนุ่มของนาตาชาอย่างเอ็นดู หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีแดงยิ้มหวานเอาใจ แต่ยังไม่ทันที่นาตาชาจะตอบอะไร เสียงนายทหารคนหนึ่งจากด้านนอกก็ดึงขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน

            “ท่านแม่ทัพขอรับ”

            “มีเรื่องอะไร” สตีฟเอ่ยถามทั้งที่นั่งอยู่ที่เดิน และนายทหารยังยืนอยู่ด้านนอก

            “เด็กสองคนที่ท่านสั่งให้นำมาด้วย จะให้พวกเราจัดการอย่างไรหรือขอรับ”

            “เด็กหรือ” เซเรน่าหันไปหาหลานชายอย่างสงสัย

            “ข้าไปลาดตระเวนทางตอนเหนือ แล้วได้พบหมู่บ้านแห่งหนึ่งถูกโจรปล้นฆ่าผู้คนทั้งหมู่บ้าน โชคดีมีเด็กสองคนรอดมาได้ข้าจึงพากลับมาด้วย” สตีฟตอบตามตรง

            “ช่างน่าสงสารนัก” เซเรน่ายกมือขึ้นทาบอก หญิงสาวร่างสะโอดสะองลุกขึ้นเดินไปหน้าประตูทางเข้า มือเรียวเลิกผ้าขึ้นแล้วเดินออกจากกระโจมไป นาตาชายิ้มกริ่มมองสตีฟ ส่วนคนถูกมองถอนหายใจยาว เขาพอจะเดาเรื่องต่อจากนี้ได้ไม่ยากนัก

            “นี่หรือเด็กที่เจ้าชายนำกลับมาด้วย” ดวงตาสีฟ้ามองไปยังเด็กน้อยหญิงชายที่ยืนจับมือกันอย่างประหม่า พวกเขาก้มหน้านิ่งข้างนายทหารกล้าที่ยืนตัวตรงตอบคำถามของหญิงสูงศักดิ์

            “ขอรับ”

            เซเรน่าคุกเข่าลงให้ได้มองหน้าเด็กๆ อย่างถนัด ไม่ได้สนใจว่าผ้าไหมที่สวมใส่จะแปดเปื้อนเศษดินเศษหญ้า นิ้วเรียวเชยคางของเด็กหญิงและชายขึ้นสบตาสีเทากลมโต ความรักใคร่เอ็นดูต่อเด็กทั้งสองสะท้อนในดวงตาของหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองสว่าง

             “ช่างน่ารักน่าเอ็นดูนัก ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง เจ้าไปพักเสียเถอะ” หญิงงามลุกขึ้นเอ่ยกับนายทหารหนุ่ม เขาทำความเคารพแล้วจึงหันหลังเดินจากไป

            “ไม่ต่างจากที่คิดไว้เลยนะ” นาตาชาที่ได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นด้านนอกพูดออกมาเพื่อเย้าเพื่อนของเธอ

            “ท่านอาก็เป็นแบบนี้แหละ” สตีฟตอบกลับไป ความจริงแล้วชายหนุ่มยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงกับพวกเด็กๆ ดี แต่ในเมื่ออาสาวของเขาเข้ามาจัดการแล้ว เขาก็คงทำอะไรไม่ได้อีก

            เซเรน่าพาเด็กๆ เข้ามาในกระโจมของสตีฟ เมื่อพวกเขาเห็นว่าใครนั่งอยู่ข้างในทั้งสองต่างรีบหลบข้างหลังหญิงสาวทันที

            “ท่าทางเด็กๆ จะกลัวเจ้านะสตีฟ” นาตาชาพูดกลั้วเสียงหัวเราะ ชายหนุ่มผู้ถูกพาดพิงขมวดคิ้วยิ่งทำให้หน้าตายิ่งดูน่ากลัวกว่าเดิม แถมยังแผ่กลิ่นอายความแข็งแกร่งของอัลฟ่าคุกคามไปอีก ดูเหมือนคนที่มีปฏิกิริยามากที่สุดในห้องจะเป็นเด็กชายโอเมก้าตัวน้อยที่ยิ่งหลบตาตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า

            “หยุดขู่เด็กได้แล้วสตีฟ แบบนี้ใช่ไหมพวกเขาถึงกลัวเจ้านัก” เซเรน่าพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิ แต่สตีฟหาได้ใส่ใจไม่ เขาลดท่าทีคุกคามลงกลิ่นอายที่แผ่ออกไปก็ลดลงด้วยเช่นกัน ดวงตาสีฟ้าคมของแม่ทัพหนุ่มมองเด็กหญิงที่มีท่าทีต่างออกไปจากเด็กชาย ถึงแม้เธอจะแสดงออกว่าเกรงกลัวเขา แต่ก็ไม่มากเท่ากับบัคกี้

            เซเรน่าดันหลังให้เด็กทั้งสองนั่งบนเก้าอี้ไม้โต๊ะเดียวกันกับสตีฟ แต่อยู่คนละฝั่งกันโดยมีนาตาชากับเซเรน่านั่งกั้นเอาไว้

            “พวกเจ้าทั้งสองชื่อว่าอะไร” หญิงสาวผมสีทองสว่างถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เด็กๆ มีท่าทีคลายความตึงเครียดลงอีกเล็กน้อย

            “ข้าชื่อเพ็กกี้” เด็กหญิงเงยหน้าตอบคำถามอย่างมั่นใจต่างจากเด็กชายที่ก้มหน้าไม่ยอมสบตา

            “ข..ข้าชื่อบัคกี้”

            “พวกเจ้าคงจะหิว เดี๋ยวข้าหาอะไรมาให้กินก่อน เพราะกว่าจะถึงเวลาอาหารเย็นคงอีกนาน” หญิงสาวผมแดงลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้แล้วเดินออกไปจากกระโจม

            “ทำไมท่านเอาพวกเขาเข้ามาในที่พักของข้าเล่าท่านอา ข้าไม่อยากให้กระโจมของข้ามีกลิ่นโอเมก้าอ่อนแอหรอกนะ” สตีฟบ่